☝ คำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์บทความ

บทความวิชาการ

เป็นบทความที่นำเสนอเนื้อหาองค์ความรู้ใหม่ที่ได้ศึกษาและวิเคราะห์ประเด็นตามหลักวิชาการ ประกอบด้วย ชื่อเรื่องและชื่อผู้นิพนธ์บทความ บทคัดย่อ (ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บทคัดย่อละไม่เกิน 350 คำ) คำสำคัญจำนวน 3 – 5 คำ บทนำ เนื้อหา สรุปผล กิตติกรรมประกาศ (ระบุแหล่งทุนสนับสนุนการวิจัยและบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือในการวิจัย) และและเอกสารอ้างอิงแบบ Vancouver

บทความปริทัศน์

เป็นบทความรวบรวมความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งจากวารสารหรือหนังสือทั้งในและต่างประเทศ ประกอบด้วย ชื่อเรื่องและชื่อผู้นิพนธ์บทความ บทคัดย่อ (ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บทคัดย่อละไม่เกิน 350 คำ) คำสำคัญจำนวน 3 – 5 คำ บทนำ เนื้อหา สรุปผล กิตติกรรมประกาศ (ระบุแหล่งทุนสนับสนุนการวิจัยและบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือในการวิจัย) และและเอกสารอ้างอิงแบบ Vancouver

บทความวิจัย

ประกอบด้วย ชื่อเรื่องและชื่อผู้นิพนธ์บทความ บทคัดย่อ (ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บทคัดย่อละไม่เกิน 350 คำ) คำสำคัญจำนวน 3 – 5 คำ บทนำ วัตถุประสงค์การวิจัย วิธีการวิจัย ผลการศึกษา อภิปรายและสรุปผล ข้อเสนอแนะ (ถ้ามี) กิตติกรรมประกาศ (ระบุแหล่งทุนสนับสนุนการวิจัยและบุคคล ที่ให้ความช่วยเหลือในการวิจัย) และและเอกสารอ้างอิงแบบ Vancouver


☝ การเตรียมต้นฉบับ

   >> โปรดคลิก การเตรียมต้นฉบับ<<


☝ จริยธรรมในการตีพิมพ์ผลงาน

บทบาทหน้าที่ผู้นิพนธ์

   1. ผู้นิพนธ์ต้องรับรองว่าบทความที่ส่งตีพิมพ์เป็นผลงานใหม่และไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อน

   2. ผู้นิพนธ์ต้องนำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการค้นคว้าวิจัย โดยไม่บิดเบือนข้อมูลหรือให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ

   3. เมื่อผู้นิพนธ์มีการนำผลงานของผู้อื่นมาใช้ในผลงานของตัวเอง ต้องอ้างอิงผลงานของผู้นั้นและจัดทำรายการอ้างอิงท้ายบทความด้วย

   4. ผู้นิพนธ์ต้องเขียนบทความให้ถูกต้องตามรูปแบบที่กำหนดไว้ในคำแนะนำผู้นิพนธ์

   5. ผู้นิพนธ์ที่มีชื่อปรากฎในบทความทุกคน จะต้องเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการดำเนินค้นคว้าวิจัยจริง

   6. ผู้นิพนธ์จะต้องระบุแหล่งทุนที่สนับสนุนในการทำวิจัยนี้ ในกิตติกรรมประกาศ

   7. ผู้นิพนธ์จะต้องระบุผลประโยชน์ทับซ้อน (หากมี)

บทบาทหน้าที่ของบรรณาธิการวารสาร

   1. บรรณาธิการวารสารมีหน้าที่พิจารณาคุณภาพของบทความเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารนี้

   2. บรรณาธิการไม่เปิดเผยข้อมูลของผู้นิพนธ์และผู้ประเมินบทความ ในช่วงระยะเวลาของการประเมินบทความแก่บุคคลอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง

   3. บรรณาธิการไม่รับตีพิมพ์บทความที่เคยตีพิมพ์เผยแพร่จากที่อื่นมาแล้ว

   4. บรรณาธิการไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใด ๆ กับผู้นิพนธ์และผู้ประเมินบทความ

   5. บรรณาธิการจะคัดเลือกและพิจารณาตีพิมพ์บทความที่ผ่านกระบวนการประเมินบทความแล้ว โดยพิจารณาจากผลการประเมิน ของผู้ประเมินบทความ รวมถึงความสำคัญ ความใหม่ ความชัดเจน และความสอดคล้องของเนื้อหากับนโยบายของวารสารเป็นสำคัญ

   6. บรรณาธิการจะตรวจสอบบทความในเรื่องการคัดลอกผลงานของผู้อื่น (plagiarism) โดยใช้โปรแกรมที่น่าเชื่อถือได้ หากตรวจสอบพบการคัดลอกผลงานของผู้อื่น บรรณาธิการจะติดต่อผู้นิพนธ์เพื่อขอคำชี้แจงสำหรับในการประกอบการพิจารณาบทความ และหากไม่มีข้อชี้แจงตามหลักวิชาการบรรณาธิการจะปฏิเสธการตีพิมพ์บทความนั้น

บทบาทหน้าที่ของผู้ประเมินบทความ

   1. ผู้ประเมินบทความต้องรักษาความลับและไม่เปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ ของบทความที่ส่งมาเพื่อพิจารณาแก่บุคคลอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง ในช่วงระยะเวลาของการประเมินบทความ

   2. บทความที่ส่งมาเพื่อพิจารณานั้น ผู้ประเมินบทความต้องไม่มีประโยชน์ทับซ้อนกับบทความนั้น เช่น เป็นผู้ร่วมโครงการวิจัย หรือ รู้จักผู้นิพนธ์เป็นการส่วนตัว หรือ อื่น ๆ ที่จะทำให้ผู้ประเมินไม่สามารถให้ข้อเสนอแนะได้อย่างอิสระได้ ผู้ประเมินบทความควรแจ้งให้บรรณาธิการทราบและปฏิเสธการประเมินบทความนั้น

   3. ผู้ประเมินบทความควรประเมินบทความในสาขาวิชาที่ตนเองเชี่ยวชาญ โดยพิจารณาจากความสำคัญ ความใหม่ ความชัดเจนและความสอดคล้องของเนื้อหา และไม่ควรใช้ความคิดเห็นส่วนตัวที่ไม่มีข้อมูลทางวิชาการรองรับมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินบทความนั้น

   4. ผู้ประเมินบทความสามารถเสนอแนะผลงานวิจัยที่สำคัญและสอดคล้องกับบทความในกรณีที่ผู้นิพนธ์ไม่ได้อ้างถึง เข้าไปในการประเมิน บทความด้วย ทั้งนี้หากผู้ประเมินบทความพบว่า บทความนั้นมีความเหมือน หรือซ้ำซ้อนกับผลงานของผู้อื่นโดยมีหลักฐานชัดเจน ผู้ประเมินต้องแจ้งให้บรรณาธิการทราบด้วย