การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดคลอด
เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์จนเกือบครบ 9 เดือน หรือ 40 สัปดาห์ ก็จะถึงวันที่จะได้พบกับลูกน้อยในครรภ์ หากพบว่าคุณแม่มีข้อบ่งชี้ที่ไม่สามารถคลอดเองได้ การผ่าตัดคลอดก็จะเป็นทางเลือกของการคลอดที่นิยมในปัจจุบัน หากคุณแม่และสูติแพทย์กำหนดวันคลอดแล้ว ก็จะนัดมานอนโรงพยาบาลล่วงหน้า 1 วัน โดยที่คุณแม่จะต้องมาติดต่อกับงานการพยาบาลคัดกรองและรับผู้ป่วยในเพื่อทำการจองเตียง หรือห้องพีก ซึ่งมีราคาแตกต่างกันไปให้เรียบร้อยเสียก่อน
เมื่อถึงวันที่นัดมานอนโรงพยาบาล คุณแม่ควรนำเอกสารสำหรับใช้ในการแจ้งเกิดลูก เสื้อผ้าขิงใช้สำหรับคุณแม่ในวันกลับบ้าน เสื้อผ้าของใช้สำหรับญาติที่มาเฝ้า ชุดของลูก ผ้าห่อตัวสำหรับใช้ในวันกลับบ้าน คุณแม่บางคนกังวลว่าลูกจะหนาว แนะนำว่าให้เตรียมหมวกและถุงมือ ถุงเท้าอย่างน้อย 3 ชุด เพื่อใช้ระหว่างอยู่ที่โรงพยาบาล
และเมื่อคุณแม่เข้าห้องพักที่หอผู้ป่วยเรียบร้อยแล้ว จะมีขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้
1. พยาบาลจะมาตรวจประเมินร่างกาย ซักประวัติการฝากครรภ์ อาการเจ็บครรภ์คลอด ความผิดปกติ ต่างๆ โรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่เป็นประจำและซักประวัติอื่นๆ ร่วมด้วย หากคุณแม่มียาที่ต้องใช้เป็นประจำคุณแม่จะต้องนำมาโรงพยาบาลและพยาบาลหรือแพทย์ไว้ สำหรับพิจารณาว่าจะต้อง ทานยาต่อเนื่องหรือไม่
2. คุณแม่จะได้รับเอกสารในการลงนามเพื่อยินยอมเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล ใบเซ็นยินยอมให้แพทย์ ทำการผ่าตัด รวมทั้งได้รับคำแนะนำต่างๆ เกี่ยวกับภาวะสุขภาพ การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด และหลัง ผ่าตัด โอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจพบได้
3.ขณะอยู่โรงพยาบาล พยาบาลจะเข้ามาประเมิน อัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ การดิ้นของ ทารก อาการเจ็บครรภ์คลอด ได้แก่ ท้องแข็ง มีน้ำเดินหรือมูกเลือด ทุก 4 ชั่วโมง หากมีอาการ ผิดปกติระหว่างนั้น คุณแม่สามารถแจ้งพยาบาลได้ทันที
4. จากนั้นพยาบาลจะทำการเจาะเลือดเพื่อนำไปเตรียมเลือดสำรองไว้ใช้ในกรณีที่คุณแม่เสียเลือดมาก เกินไป
5. คุณแม่จะได้รับน้ำยา สำหรับอาบน้ำและสระผม ใช้ในตอนเย็น และเช้าวันผ่าตัด เพื่อลดโอกาสของ การติดเชื้อภายหลังผ่าตัด
6. ในคืนก่อนผ่าตัด คุณแม่จะต้องงดน้ำและอาหารหลังเวลา 24.00 น.
7. ในตอนเช้าของวันผ่าตัด คุณแม่จะได้รับการโกนขนบริเวณหน้าท้องจนถึงบริเวณฝีเย็บ ในบางราย อาจจะต้องสวนอุจจาระด้วย
8. ภายหลังจากที่คุณแม่อาบน้ำ สระผมเรียบร้อยแล้ว จะเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสีเขียวสำหรับไปห้องผ่าตัด ซึ่งคุณแม่จะต้องถอดชุดชั้นใน คอนแทคเลนส์ ฟันปลอมและเครื่องประดับ ออกทั้งหมด รวมทั้งต้องล้างยาทาเล็บออกให้หมดด้วย
9. พยาบาลจะใส่สายสวนปัสสาวะคาไว้ ซึ่งขณะใส่สายสวนปัสสาวะคุณแม่อาจจะรู้สึกเหมือนปวดปัสสาวะตลอดเวลา แนะนำไม่ให้เบ่งหรือกลั้น เมื่อใส่เสร็จแล้วจะมีน้ำปัสสาวะจะออกมาตามสายและลงในถุงรองรับปัสสาวะ คุณแม่จะต้องใส่ไว้ตลอดการผ่าตัด จนถึง 1 วันหลังผ่าตัด แพทย์จะอนุญาตให้เอาสายสวนปัสสาวะออกได้
10. จากนั้นพยาบาลจะทำการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ และตรวจดูความเรียบร้อยก่อนส่งไปห้องผ่าตัด
ภายหลังจากที่ผ่าตัดเสร็จแล้ว คุณแม่จะนอนพักฟื้นที่ห้องผ่าตัดประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อประเมิน และสังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด หากคุณแม่ไม่มีความผิดปกติคุณแม่จะกลับมาพักที่ห้องพักได้ โดยจะยังคงมีสายน้ำเกลือ สายสวนปัสสาวะคาไว้
เมื่อมาถึงหอผู้ป่วยจะได้รับการประเมิน ดังนี้
1. ประเมินสัญญาณชีพ ได้แก่ ประเมินอุณหภูมิร่างกาย ความดันโลหิต อัตราการเต้นของชีพจร อัตราการหายใจ โดยจะประเมินทุก 15 นาที 4 ครั้ง ทุก 30 นาที 2 ครั้ง และทุก 1 ชั่วโมงจนกว่าอาการจะคงที่
2. ประเมินแผลผ่าตัด ระดับความเจ็บปวด ซึ่งพยาบาลจะประเมินระดับความเจ็บปวดเป็นระดับคะแนน 0 - 10 หากไม่ปวดเลย จะมีระดับคะแนนเท่ากับ 0 หากท่านปวดแผลมากจะมีคะแนนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง 10 คะแนน และถ้ารู้สึกปวดแผล ท่านสามารถขอยาแก้ปวดจากพยาบาลได้ โดยยาแก้ปวดที่พยาบาลให้จะเป็นไปตามแผนการรักษาของพยาบาล
3. ประเมินเต้านม หัวนม ลานนม และการไหลของน้ำนม โดยในช่วงแรกพยาบาลจะนำลูกมาให้คุณแม่สัมผัส และโอบกอดก่อน เมื่อคุณแม่รู้สึกดีขึ้น พยาบาลจะช่วยจัดท่าให้ทารกดูดนมคุณแม่ในท่านอน จากนั้นเมื่อคุณแม่แข็งแรงขึ้น ก็จะสามารถให้นมลูกในท่าทางต่างๆได้
4. ประเมินระดับยอดมดลูก การหดรัดตัวของมดลูก หลังคลอดโดยส่วนใหญ่ยอดมดลุกจะอยู่ที่ระดับสะดือ มดลุกจะมีการหดรัดตัว หรือเข้าอู่ ซึ่งช่วงหลงัคลอด มดลูกของคุณแม่จะ รู้สึกปวด หน่วงท้องน้อย คล้ายเป็นประจำเดือนได้ค่ะ
ภายหลังจากผ่าตัดคลอด คุณแม่จะปฏิบัติตัว ดังนี้
1. คุณแม่จะต้องงดน้ำและอาหารต่อเนื่องไปก่อน จนกว่าลำไส้จะเริ่มทำงาน และคุณหมอพิจารณาให้ คุณแม่เริ่มรับประทานอาหารได้
2. ในระหว่างนี้คุณแม่ จะได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำทดแทน และคาสายสวนปัสสาวะ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนคุณแม่จะได้รับการเอาสายสวนออกในวันรุ่งขึ้น
3. หากคุณแม่มีอาการปวดแผลมาก สามารถแจ้งพยาบาลเพื่อที่จะได้รับยาแก้ปวดทางหลอดเลือดดำ ตามแผนการรักษาของแพทย์
4. คุณแม่บางคนจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือคันตามร่างกายได้บ้าง แต่ไม่ต้องกังวล เพราะ คุณหมอจะมียาทางหลอดเลือดดำให้
5. เมื่อคุณแม่มีอาการดีขึ้น อ่อนเพลียลดลง ควรเคลื่อนไหวตัวเอง พลิกตะแคงตัว หรือออกกำลังกายบนเตียงบ่อยๆ เริ่มปรับหัวเตียงให้สูงขึ้น เพราะจะช่วยให้ลำไส้ได้เริ่มทำงาน ลดอาการท้องอื่นได้ดี
6. แนะนำให้คุณแม่ ให้ทารกดูดนมมารดาให้เร็วที่สุด เพื่อช่วยกระตุ้นการสรา้งน้ำนมและส่งเสริมสัมพันธภาพมารดาและทารก
ภายหลงัจากผ่าตัดคลอดครบ 24 ชั่วโมงแล้ว คุณแม่ควรปฏิบัติตน ดังนี้
1. ในกรณีที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน แพทย์จะให้เริ่มจิบน้ำ รับประมานอาหารเหลวใส หลังจากนั้นจึงเป็นอาหารอ่อน
2. เมื่อคุณแม่รับประทานอาหารได้ แพทย์จะมีคำสั่งการรักษาให้หยุดการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำและให้นำสายสวนปัสสาวะออก ซึ่งภายหลังจากที่เอาสายสวนปัสสาวะออกแล้ว คุณแม่ควรพยายามปัสสาวะให้ได้ภายใน 6 ชั่วโมง
3. พยายามเริ่มปรับหัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นท่านั่งตรง เมื่อไม่เวียนศีรษะ หน้ามืด ให้พยายามลุกนั่ง ยืนและเดินให้เร็วที่สุด เป็นการกระตุ้นการทำงานของลำไส้ เพื่อป้องกันภาวะไม่สุขสบายจากอาการท้องอืด
4. หลังผ่าตัดคลอด 3 วงวัน หากมารดาและทารกไม่มีภาวะแทรกว้อน แพทยืจะอนุญาติให้กลับบ้านได้